No.11 มัลติโปรเซสเซอร์ (Multiprocessor)
ข่าวสาร
คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์
คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์
    อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด
เว็บไซต์เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม การออกแบบเว็บไซต์ กราฟฟิก
เว็บไซต์เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม การออกแบบเว็บไซต์ กราฟฟิก
   บทความฉบับนี้ ผมจะคัดเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการเขียนโปรแกรม การทำเว็บไซต์ การเขียนโปรแกรมภาษาต่างๆมาฝาก เท่าที่จะค้นหามาได้
พฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้ติดไวรัส
พฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้ติดไวรัส
   ไวรัสเป็นคำที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันดี สำหรับคนที่นิยมท่องอินเทอร์เน็ตหรือใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งเรียกกันได้ว่า หากไม่เคยโดนไวรัสเข้าเครื่อง
รู้ไว้ใช่ว่า command window คืออะไร
รู้ไว้ใช่ว่า command window คืออะไร
   Command Prompt เป็นการเรียกใช้คำสั่งเพื่อการจัดการสิ่งต่างๆภายในระบบปฏิบัติการ โดยเรียกใช้ผ่าน text mode ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะเรียกใช้โปรแกรม
Hay Day สร้างฟาร์มเลี้ยงสัตว์ | Android Apps
Hay Day สร้างฟาร์มเลี้ยงสัตว์ | Android Apps
   แอพพลิเคชั่นHay Day เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีโดยAndroid Apps ถือเป็นแอพพลิเคชั่นเกมสร้างฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่น่าเล่นเกมหนึ่ง ผู้เล่นจะได้รับบทบาทเป็นชาวไร่
โน๊ตบุ๊ค รุ่นต่างๆ กล้องประเภทต่างๆ

วีดีโอน่ารู้ : โปรเจคคำนวณพลังงานไฟฟ้าจากเครื่องใช้ไฟฟ้า Project PHP


แจกโปรเจคPHPฟรี

No.11 มัลติโปรเซสเซอร์ (Multiprocessor)

No.11 มัลติโปรเซสเซอร์(Multiprocessor)

อัพเดทวันที่: 25 มี.ค. 2557

วีดีโอน่ารู้ : โปรเจคร้านอาหารแจกฟรี Project C#


พื้นฐานมัลติเพิลโปรเซสเซอร์และมัลติโปรเซสเซอร์

เครื่องคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกของโลกมีชื่อว่า ENIAC (Electronic Numerical Integration And Computer) ซึ่งมีขนาดใหญ่มากและใช้พื้นที่ถึง 15,000 ตารางฟุต หนัก 30 ตัน ใช้หลอดสูญญากาศถึง 18,000 หลอด

การประยุกต์ใช้งานนั้นเป็นการคำนวณวิถีกระสุนปืนใหญ่ และคำนวณ ปฏิกริยาของระเบิดปรมาณูในสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้สร้างคือนาย John Manchley และนาย J.Presper Eckert แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย

ปี ค.ศ.1981 (ปีพ.ศ.2524) ที่ใช้โปรเซสเซอร์ 8088 ที่มีความถี่สัญญาณนาฬิกา (Clock) เพียง 5.77x106 เฮิร์ต (5.77 MHz)

ในปี ค.ศ.2001 (พ.ศ. 2544) ที่ใช้โปรเซสเซอร์เพนเทียมโฟร์ (Pentium 4)ความถี่สัญญาณนาฬิกา 2 GHz

20 ปีที่ผ่านมา ความเร็วและความจุของทรานซิสเตอร์ในซีพียูจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณสอดคล้องตามกฎของมัวร์ (Moore’s Law) ที่กล่าวว่า ความเร็วและความจุของทรานซิสเตอร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทุก ๆ 18-24 เดือน

กฎของนาย Bill Joy ก็ได้กล่าวไว้ว่าประสิทธิภาพของระบบคอมพิวเตอร์ที่มีโปรเซสเซอร์เดียวจะได้รับการปรับปรุงและมีความเร็วในการประมวลผลในลักษณะล้านชุดคำสั่งต่อวินาที หรือ MIPS (Million Instructions Per Second)

สมการ  MIPS = 2(ปีปัจจุบัน – 1984)  ซึ่งนั่นหมายความว่าความเร็วในการประมวลผลของซีพียูจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุก ๆ ปี และจะสอดคล้องกับกฎของมัวร์

เครื่องคอมพิวเตอร์พีซีในปี 2000 มีความเร็วในการประมวลผลมากกว่าซุปเปอร์คอมพิวเตอร์  ในปี 1991 แค่เวลาห่างกันเพียง 9 ปี

ศาสตราจารย์ ดร.จอน แอล เฮนเนสซี (John L. Hennessy) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดซึ่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ ยังได้ทำนายไว้ว่านับจากนี้ไปอีก 10 ปี  ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์จะล้าสมัย

จากทฤษฎีสัมพันธภาพพิเศษของอัลเบิร์ต ไอสไตน์ ที่กล่าวไว้ว่า ไม่มีสิ่งใดเร็วกว่าความเร็วแสง สัญญาณไฟฟ้าในวงจรจะเร็วได้ไม่เกินความเร็วแสง คือ 186,000 ไมล์ต่อวินาที (3x108 เมตรต่อวินาที)

แม้เราจะสร้างคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็กลงเท่าใดก็ยังต้องติดปัญหาในเรื่องขีดจำกัดของความเร็วอยู่ดี

แนวทางการใช้คอมพิวเตอร์ต่อพ่วงและทำงานแบบคู่ขนานร่วมกัน หรือมัลติเพิลคอมพิวเตอร์ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาตัวกล่าวได้ นอกจากนั้นการใช้หลักวิธีการทำงานแบบเหลื่อมเวลา (Pipeline) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะเพิ่มความเร็วโดยรวมของระบบคอมพิวเตอร์ได้

สถาปัตยกรรมแนวใหม่ด้านคอมพิวเตอร์ เช่น คอมพิวเตอร์แบบควอนตัม (Quantum Computer), คอมพิวเตอร์แบบใยแก้วนำแสง (Optical Computer), คอมพิวเตอร์แบบนิวรอล (Neural Computer)และ คอมพิวเตอร์แบบโมเลกุล (Molecular Computer)

กล่าวถึงมัลติเพิลโปรเซสเซอร์ (Multiple Processor) และมัลติโปรเซสเซอร์ (Multiprocessor) เป็นหลัก ทั้ง 2 คำดังกล่าวมีความหมายแตกต่างกัน

มัลติเพิลโปรเซสเซอร์นั้นเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีความเป็นอิสระต่อกัน (Autonomous Computer) นำมาต่อพ่วงเข้าด้วยกัน

ส่วนมัลติโปรเซสเซอร์นั้นเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่มีหลายตัวประมวลผลดังรายละเอียดต่อไปนี้
    -เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ประกอบไปด้วยซีพียูตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปซึ่งส่วนใหญ่แล้วซีพียูเหล่านั้นจะมีขีดความสามารถที่ใกล้เคียงกัน
    -โปรเซสเซอร์หรือซีพียูเหล่านั้นจะใช้หน่วยความจำร่วมกัน (Common Memory หรือ Share Memory)
    -ซีพียูจะใช้อินพุต/เอาต์พุต (I/O) และอุปกรณ์ต่อพ่วง (Peripheral) ร่วมกัน
    -ภายในระบบทั้งหมดจะใช้ระบบปฏิบัติการเดียว

โครงสร้างมัลติเพิลโปรเซสเซอร์

จากรูปโปรเซสเซอร์ตัวที่ 1 จนถึงตัวที่ n ได้ต่อพ่วงกันโดยใช้บัสร่วมกันนั้นอาจจะเป็นโปรเซสเซอร์ที่มีคุณลักษณะและความสามารถเหมือนกันหรือต่างกันก็ได้

ถ้าหากมีคุณสมบัติเหมือนกันจะเรียกว่าเป็นโปรเซสเซอร์แบบโฮโมจีเนียส (Homogeneous Processor)

หากแต่ถ้า แตกต่างกันจะเรียกว่า นันโฮโมจีเนียส หรือเฮทเทอร์โรจีเนียส (Non-homogeneous or Heterogeneous)

การเลือกใช้โปรเซสเซอร์ที่มีความเหมือนกัน หรือแตกต่างกันในด้านคุณสมบัตินั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ประสิทธิภาพอันพึงประสงค์ และต้นทุนในการจัดทำระบบเป็นหลัก

ดร.บวร ปภัสราทร ได้ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์มาต่อพ่วงและทำงานร่วมกันโดยใช้หน่วยความจำร่วมกัน (Common Memory หรือ Global Memory) เป็นการใช้โปรเซสเซอร์หลายตัวแบบไม่สมดุลย์ (Unsymmetrical Multiprocessor) รวมทั้งเป็นโปรเซสเซอร์ชนิดที่มีความสามารถแตกต่างกัน (Heterogeneous)

ผลการวิจัยพบว่าในระบบที่ประกอบด้วยโปรเซสเซอร์ 2 ตัวทำงานที่ภาระงานสูงกว่า 50 % ขึ้นไป โปรเซสเซอร์ตัวที่ 2 ต้องมีความสามารถในการประมวลผลไม่น้อยกว่า 40% ของไมโครโปรเซสเซอร์ตัวแรก

ลักษณะการทำงานของรูปภาพ การแบ่งมอบงานนั้นระบบปฏิบัติการอาจจะแบ่งงานเป็นลักษณะเฉพาะเจาะจงให้โปรเซสเซอร์ตัวใดตัวหนึ่งทำงานหรืออาจจะถัวเฉลี่ยการทำงานเป็น 1/n ก็ได้

เมื่อ n คือจำนวนโปรเซสเซอร์ และภาระงานกำหนดให้เป็น 1 เนื่องจากว่าโปรเซสเซอร์จะต่อกันอยู่ใกล้หรือไกลก็ได้

ดังนั้นรูปแบบการต่อ หรือ โทโปรโลยี (Topology) จะมีหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบจะมีผลต่อประสิทธิภาพในเชิงความเร็วของการสื่อสารข้อมูล รวมทั้งความเชื่อถือได้ (Reliability) โดยรวมของระบบด้วย รูปแบบการต่อ เช่นแบบบัส (Bus), แบบดาว (Star), แบบวงแหวน (Ring) และการต่อแบบสมบูรณ์ (Fully Connect)

ลักษณะของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างโปรเซสเซอร์ในระบบนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
        -ส่วนของการต่อยึดเหนี่ยว (Coupling) ระหว่างโปรเซสเซอร์
        -ส่วนของการประมวลผล (Processing) รูปแบบของการยึดเหนี่ยวนั้น (Coupling)

การใช้ทรัพยากรร่วมกันของโปรเซสเซอร์จะทำอย่างไร ในบทนี้จะกล่าวถึงรูปแบบของการยึดเหนี่ยวแบบหลวม หรือแบบที่โปรเซสเซอร์อยู่ห่างไกลกัน (Loosely Coupled Processors)

รูปแบบของการยึดเหนี่ยวแบบปานกลางหรือแบบพอดี (Moderately Couple Processors) และแบบเหนียวแน่น

ระบบที่ยึดเหนี่ยวกันแบบหลวม (Loosely Coupled Processors)  

ระบบที่ยึดเหนี่ยวกันแบบหลวมมีคุณลักษณะดังนี้
     -ระบบประกอบด้วยจำนวนคอมพิวเตอร์ที่มีความหลากหลาย คอมพิวเตอร์เหล่านี้มีความเป็นอิสระ และแยกอยู่ห่างจากกัน
     -การติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ในระบบติดต่อกันด้วยอินเทอร์เฟซ (Interface) ที่ใช้โปรโตคอล(Protocol) เดียวกัน
     -การติดต่อสื่อสารคอมพิวเตอร์ในระบบส่วนใหญ่เป็นแบบอนุกรมที่มีความเร็วสูง
     -การติดต่อกันระหว่างคอมพิวเตอร์สามารถทำได้อย่างทั่วถึงทำให้ ผู้ใช้จากสถานที่ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก

ตัวอย่างของระบบโปรเซสเซอร์หลายตัวที่เกาะเกี่ยวกันอย่างหลวม ที่ได้รู้จักกันดีก็คือเครือข่าย ARPANET (Advanced Research Projects Agency Network)

ครั้งแรกเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์จำนวน 4 แห่งในอเมริกาเข้าด้วยกันด้วยความเร็ว £ 50 kbps

ถือว่าเป็นต้นแบบของระบบอินเทอร์เน็ต (Internet)

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าระบบที่ยึดกันแบบหลวมที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์ค (Computer Network) หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั้นเอง

ระบบที่ยึดเหนี่ยวแบบปานกลาง (Moderately Coupled Processors)

ระบบนี้จะมีโปรเซสเซอร์หลาย ๆ ตัวต่อกันอยู่ในระดับปานกลางหรือพอดี

ระบบที่ยึดกันแบบปานกลางนี้จะไม่ใช่ระบบที่เป็นเอนกประสงค์ หากแต่จะเป็นระบบเฉพาะกิจ นั่นคือได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้แก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเท่านั้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของระบบที่ยึดเหนี่ยวกันแบบปานกลางก็คือมัลติเพิลโปรเซสเซอร์ (Multiple Processor Systems : MPS)

นอกจากการสื่อสารข้อมูลจะเร็วขึ้นในระบบมัลติเพิลโปรเซสเซอร์แล้ว ยังมีข้อดีอีกประการหนึ่ง คือความเชื่อถือได้ของระบบจะดีขึ้น

สิ่งที่ควรคำนึงถึงเมื่อสร้างระบบมัลติเพิลโปรเซสเซอร์ ก็คือ
     -การสื่อสารข้อมูลระหว่างโปรเซสเซอร์
     -การต่อเชื่อมระหว่างโปรเซสเซอร์
     -การเข้าจังหวะหรือการซิงค์เวลาระหว่างโปรเซสเซอร์(Timing Synchronization)
     -องค์ประกอบของโครงสร้างข้อมูลภายในระบบ
     -ระบบปฏิบัติการ (Operating Systems)
     -การตรวจสอบซอฟต์แวร์ สำหรับระบบ (Testing of the Software)
     -บุคลากรที่มีพื้นฐานความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่สามารถปฏิบัติงานได้

ระบบที่ยึดเหนี่ยวกันอย่างเหนียวแน่น (Tightly Coupled Processors)

ระบบที่ยึดเหนี่ยวกันอย่างเหนียวแน่นจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าระบบมัลติโปรเซสเซอร์ ซึ่งจะมีลักษณะดังนี้
        -โปรเซสเซอร์ทุกตัวสามารถเข้าถึงหน่วยความจำหลักหรือหน่วยความจำร่วม (Share Memory)ได้
        -โปรเซสเซอร์แต่ละตัวอาจจะมีหน่วยความจำส่วนตัวได้
        -โปรเซสเซอร์แต่ละตัวใช้ระบบปฏิบัติการร่วมกัน
        -โปรเซสเซอร์แต่ละตัวใช้ทรัพยากรอื่น ๆ ร่วมกัน เช่น อินพุต/เอาต์พุต และตัวควบคุม (Controller)
        -โปรแกรมและข้อมูลต่าง ๆ จะถูกเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลักที่เป็นโกลบอล (Global Memory)
        -โปรเซสเซอร์แต่ละตัวอยู่ใกล้กันมากและสามารถใช้บัสแบบขนานร่วมกันได้
        -โปรเซสเซอร์แต่ละตัวสามารถทำงานร่วมกันหรือสลับภาระงานระหว่างกันได้

ข้อจำกัดที่สำคัญของระบบโปรเซสเซอร์ที่เกาะเกี่ยวกันอย่างเหนียวแน่นคือโอกาสของความขัดแย้งในการเข้าถึงหน่วยความจำหลักจากโปรเซสเซอร์หลายๆ ตัวในเวลาเดียวกัน

นอกจากนั้นยังมีผลต่อการใช้ทรัพยากรของระบบเมื่อมีการเพิ่มจำนวนโปรเซสเซอร์เข้าไปในระบบมากยิ่งขึ้น

การจะใส่โปรเซสเซอร์เข้าไปในระบบได้มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับอรรถประโยชน์ของบัส (Bus Utilization) หรือ Ub และ Ub = 1/p เมื่อ p คือจำนวนโปรเซสเซอร์

เช่น Ub = 0.5 หมายความว่าจำนวนโปรเซสเซอร์ที่สามารถใส่ได้สูงสุดในระบบจะเป็น 2 ตัวเท่านั้นถึงจะทำให้ปริมาณงาน (Throughput) เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

หากแต่เมื่อเพิ่มโปรเซสเซอร์ตัวที่ 3 หรือ 4 เข้าไป ก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณงานที่ได้จากระบบเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

แม้ว่าระบบปฏิบัติการที่สนับสนุนระบบมัลติโปรเซสเซอร์เองก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการเพิ่มจำนวนโปรเซสเซอร์เข้าไปในระบบ

องค์ประกอบพื้นฐานในการสร้างระบบมัลติโปรเซสเซอร์

องค์ประกอบพื้นฐานในการสร้างระบบมัลติโปรเซสเซอร์มี 3 ส่วน

ส่วนที่ทำการประมวลผล (Processing Element : PE) ซึ่งจะประกอบไปด้วยโปรเซสเซอร์และหน่วยความจำดังนั้นเมื่อพูดถึงคู่ของโปรเซสเซอร์และหน่วยความจำ (Processor-Memory Pairs) ก็จะหมายถึง PE นั่นเอง เพื่อความง่ายต่อความเข้าใจ PE ก็คือคอมพิวเตอร์นั้นเอง

ส่วนที่เป็นสวิตช์ (Switch) จะเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อและเลือกเส้นทางระหว่างโปรเซสเซอร์และหน่วยความจำอย่างไรก็ดีในระบบมัลติปรเซสเซอร์ที่มีความซับซ้อนนั้นภายในตัวสวิตช์นั้นอาจจะประกอบไปด้วยไมโครโปรเซสเซอร์หนึ่งตัวหรือมากกว่านั้นก็ได้เพื่อช่วยในการจัดเลือกเส้นทางและควบคุมการจราจรในระบบ

ส่วนเส้นทางเชื่อม (Interconnection Path) หรือบางครั้งอาจจะเรียกว่า สายการส่งผ่านข้อมูล (Transmission Line) นั่นก็คือบัสนั่นเอง โดยที่อาจจะเป็นบัสที่ใช้สายทองแดง โคแอ็กเชียล หรือไฟเบอร์ออปติกก็ได้ ในการพิจารณาว่าจะใช้บัสแบบใดนั้นก็ต้องคำนึงถึงระยะทางในการส่ง ความเร็ว ความเชื่อถือได้และงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการสิ่งที่ต้องคำนึงในส่วนเส้นทางเชื่อมก็คือการควบคุมการสื่อสารและโอนย้ายข้อมูลระหว่างโปรเซสเซอร์ ซึ่งจะต้องมีกรรมวิธี ที่เหมาะสมในการโอนย้ายรวมทั้งโปรโตคอล (Protocol) ในการสื่อสารข้อมูลด้วยว่าเป็นอย่างไร

รูปแบบการต่อโปรเซสเซอร์เป็นมัลติโปรเซสเซอร์

สำหรับรูปแบบการต่อ (Topology) โปรเซสเซอร์เพื่อให้เป็นมัลติโปรเซสเซอร์นั้นนิยมจำแนกเป็นรูปแบบต่างๆ จำนวน 4 รูปแบบด้วยกัน ดังที่จะได้กล่าวต่อไปนั้นคือ
       1.รูปแบบบัสร่วม (Common Bus)
       2.รูปแบบหน่วยความจำที่มีหลายพอร์ต (Multiport Memory)
       3.รูปแบบการเชื่อมต่อผ่านอินพุต/เอาต์พุต (Connect through I/O)
       4.รูปแบบบัสวินโดว์ (Bus Window 3)

รูปแบบบัสร่วม (Common Buses)

ลักษณะการต่อแบบที่ใช้บัสหรือเส้นทางร่วมนี้จะเป็นรูปแบบดั้งเดิมที่นิยมใช้ในการต่อโปรเซสเซอร์หลายๆ ตัวเข้าด้วยกัน

หากแต่ความเชื่อถือได้ รวมทั้งความคงทนต่อต่อสภาพผิดพร่องโดยรวมของระบบจะไม่สูงนัก

เนื่องจากว่าหากบัสร่วมดังกล่าวเสีย โปรเซสเซอร์ทั้งหมดจะติดต่อกันไม่ได้ อันเป็นผลทำให้ระบบล่ม

การต่อโปรเซสเซอร์เข้าด้วยกันโดยใช้บัสร่วมนี้โปรเซสเซอร์ในระบบอาจจะใช้อินพุต/เอาต์พุต และหน่วยความจำหลักร่วมกันได้

รูปแบบนี้ปัจจุบันเป็นที่นิยมและใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นส่วนบุคคลหรือพีซีและมินิคอมพิวเตอร์

ระบบจะมีประสิทธิภาพสูง เมื่อใช้จำนวนโปรเซสเซอร์ไม่มากนักเมื่อเทียบกับแบนด์วิธ (Bandwidth) ของบัสของระบบ

รูปแบบหน่วยความจำที่มีหลายพอร์ต (Multiport Memory)

หน่วยความจำที่มีหลายพอร์ต หรือหน่วยความจำที่มีหลายช่องทางจะช่วยให้โปรเซสเซอร์ A และ B สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในเวลาเดียวกัน

การอ่านและเขียนข้อมูลลงในหน่วยความจำร่วมสามารถทำได้พร้อม ๆ กัน หลักสำคัญหน่วยความจำดังกล่าวจะต้องมีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลสูง

ปกติหน่วยความจำแบบหลายช่องทางจะมีราคาแพงกว่าหน่วยความจำปกติที่มีช่องทางเดียว เช่นหน่วยความจำ A หรือ B ที่เป็นส่วนตัว (Private หรือ Local Memory) ของโปรเซสเซอร์ A หรือ B ตามลำดับ

 หน่วยความจำแบบหลายช่องทางนี้เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ A (โปรเซสเซอร์ A  + หน่วยความจำ A)


loginก่อนดาวน์โหลด
กรุณาสมัครสมาชิกหรือlogin ก่อนดาวน์โหลดไฟล์

กดlike เพื่อติดตามข่าวสารและโปรเจค โค้ดใหม่ๆอัพเดทอยู่เสมอ

วีดีโอน่ารู้ : โปรเจคคำนวณราคาเสนอซื้ออสังหาริมทรัพย์ Project PHP


Tag : มัลติโปรเซสเซอร์ (Multiprocess บัส (Bus Utilization) โครงสร้างมัลติเพิลโปรเซสเซอร์ รูปแบบบัสร่วม (Common Buses) ระบบที่ยึดเหนี่ยวกันอย่างเหนีย ระบบที่ยึดเหนี่ยวกันแบบหลวม



แสดงความคิดเห็น

Error Query [SELECT * FROM m_member where m_b_id='1517' ]