ข่าวสาร
รับแปลรายงานประจำปี
รับแปลรายงานประจำปี
   รับแปลรายงานประจำปี โดยบริษัททีไอเอสผู้เชี่ยวชาญด้านการรับแปลภาษา เปิดดำเนินการมามากกว่า10ปี ซึ่งมีนักแปลที่เชี่ยวชาญในการรับแปลเอกสาร
โปรแกรมสามัญประจำเครือง
โปรแกรมสามัญประจำเครือง
   โปรแกรมสามัญประจำเครือง หรือเรียกง่ายๆว่า เป็นโปรแกรมพื้นฐานที่จำเป็นหรือโดยส่วนใหญ่จำเป็นที่ทุกเครื่องต้องมี เราไปดูกันครับว่ามีโปรแกรมอะไร
การตั้งพาสเวิร์ดให้ปลอดภัยจากผู้ไม่ประสงค์ดี
การตั้งพาสเวิร์ดให้ปลอดภัยจากผู้ไม่ประสงค์ดี
   การตั้งพาสเวิร์ดเป็นการสร้างรหัสลับเพื่อแสดงตัวตนความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวของข้อมูล สิทธิ์เสรีภาพ และเป็นการป้องกันผู้อื่นไม่ให้ได้ข้อมูล
คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์
คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์
    อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด
ไวรัสลงเครื่องคอมพิวเตอร์เกิดจากอะไร
ไวรัสลงเครื่องคอมพิวเตอร์เกิดจากอะไร
   ไวรัสลงเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นปัญหาพื้นฐานที่ทุกเครื่อง ทุกคนต้องเคยเจอแน่นอน เรียกได้ว่าหากจะเก่งด้านคอมพิวเตอร์ต้องผ่านปัญหาการเจอไวรัสคุกคามเสียก่อน
โน๊ตบุ๊ค รุ่นต่างๆ กล้องประเภทต่างๆ

วีดีโอน่ารู้ : โปรเจคร้านอาหารแจกฟรี Project C#


แจกโปรเจคPHPฟรี

ข่าวสารเทคโนโลยี >> ระบบคอมพิวเตอร์

ระบบคอมพิวเตอร์  

ระบบคอมพิวเตอร์

อัพเดทวันที่: 26 พ.ย. 2556

สามารถเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์โปรเจค หรือติดตามข่าวสารได้ที่

จากวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา จากหลอดสุญญากาศที่ไม่มีระบบปฏิบัติการ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงที่สามารถใส่กระเป๋าไปไหน มาไหนได้ ระบบปฏิบัติการที่ทันสมัยมีโครงสร้างที่เหมาะสมในการนำมาใช้งานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ระบบคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัีจจุบัน สามารถแบ่งตามคุณสมบัติการทำงานได้ดังนี้

1.ระบบที่ไม่มีระบบปฏิบัติการ (Non Operating System)

   ระบบคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ มีแต่เครื่องเปล่าๆ ไม่มีระบบปฏิบัติการ ผู้ใช้จะต้องเขียนโปรแกรมทั้งหมด ตั้งแต่ควบคุมเครื่อง เตรียมข้อมูล ทำงานตามโปรแกรม และทำการตรวจสอบข้อผิดพลาด ทำให้ใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ได้น้อยมากไม่ค่อยคุ้มค่า และราคาของระบบค่อนข้างแพงทำให้การใช้คอมพิวเตอร์อยู่ในวงจำกัดในยุคนั้นมี การจ้างโอเปอเรเตอร์ (Operator) เพื่อลดเวลาเตรียมข้อมูล และเซ็ตอัพระบบสำหรับผู้ใช้งาน และต้องจัดระบบภายหลังการใช้งานด้วย ดังนั้นถ้าพิจารณาความสามารถในการดูแลและควบคุมระบบจะดีกว่าผู้ใช้ทั่วไป

2.ระบบงานแบ็ตซ์ (Batch system)

   ต่อมาเริ่มมีการพัฒนาการนำดีไวซ์สำหรับการนำข้อมูลเข้าระบบ และนำข้อมูลออกจากระบบมาใช้งาน เช่น การ์ด , เทป ส่วนดีไวซ์ที่นำข้อมูลจากระบบ เช่น เครื่องพิมพ์ , เทป และการ์ดเจาะรู การทำงานในลักษณะนี้ ผู้ใช้ไม่ได้ติดต่อโดยตรงกับระบบ เป็นเพียงผู้เตรียมข้อมูล เขียนโปรแกรม และข้อมูลสำหรับการควบคุมระบบ จึงมีภาษาที่เรียกว่า "ภาษาคุมงาน" (Job Control Language : JCL) เมื่อเขียนโปรแกรมแล้วบรรจุลงการ์ดเจาะรู (Punch card) หลังจากนั้นจะนำเข้าระบบโดยโอเปอเรเตอร์ ซึ่งลักษณะการถ่ายข้อมูลเป็นกลุ่มจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่งนี้เรียกว่า "แบ็ตซ์" (batch) ซึ่งโปรแกรมเมอร์จะต้องฝากงานไว้กับโอเปอเรเตอร์เพื่อส่งงานเข้าระบบ โอเปอเรเตอร์จะเรียงลำดับงานเข้ากลุ่มที่ใช้ดีไวซ์หรือรีซอร์สที่คล้างคลึง กัน เมื่อระบบโปรเซสงานเสร็จเรียบร้อยแล้วจะส่งผลให้โปรแกรมเมอร์ในลักษณะที่ เหมาะสม เช่น การ์ดเจาะรู หรือเครื่องพิมพ์ เป็นต้น

3.การทำงานแบบบัฟเฟอร์ (ฺBuffering)

   การทำงานในแบบบัฟเฟอร์นี้จะเป็นการขยายขีดความสามารถการทำงานของระบบ กล่าวคือระบบนี้จะให้หน่วยรับ-แสดงผลทำงานไปพร้อมๆกับการประมวลผลของซีพียู โดยในขณะที่นี้การประมวลผลคำสั่งที่โหลดเข้ามาของซีพียูนั้น จะมีการโหลดข้อมูลต่อไปเข้ามาเก็บไว้ในหน่วยความจำก่อน เมื่อถึงเวลาประมวลผลซีพียูจะทำงานต่ดได้ทันที และมีการโหลดข้อมูลต่อไปเข้ามาทดแทน หน่วยความจำที่เก็บข้อมูลที่ส่งเข้ามาเตรียมพร้อมนี้ เรียกว่า "บัฟเฟอร์" (Buffer) ในทางทฤษฎีนั้น ถ้าเวลาที่ใช้ในการประมวลผลกับเวลาที่ใช้ในการโหลดข้อมูลเข้ามาเท่ากันก็จะ ทำให้ซีพียูไม่ต้องรออุปกรณ์เลย (ประมวลผลต่อเนื่องได้ทันที) ทำให้มีการใช้ซีพียูได้เต็มประสิทธิภาพ แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากเวลาของซีพียูกับอุปกรณ์ยังไม่สัมพันธ์กัน ซึ่งมีสาเหตุสำคัญ 2 ประการคือ ความเร็วของอุปกรณ์ในการรับ-แสดงข้อมูล และประเภทของงานที่ประมวลผล

4.ระบบสพูลลิ่ง (Spooling System)

   เมื่อมีการคิดค้นเทคโนโลยีเทปแม่เหล็กมาใช้งานร่วมกับเครื่องอ่านบัตรทำให้ มีประสิทธิภาพของซีพียูมากขึ้น แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นโดยจะจำลองข้อมูลจากบัตรลงบนเทป เมื่อโปรแกรมต้องการอ่านบัตร ระบบปฏิบัติการจะเปลี่ยนไปอ่านที่เทปแทน หรือแม้แต่การพิมพ์ก็โหลดข้อมุลลงบนเทปก่อนแล้วจึงพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ เรียกว่า ทุกขั้นตอนจะต้องทำผ่านเทปแม่เหล็กนี้ก่อนทุกงาน ถึงแม้จะทำให้เพิ่มความเร็วของงานได้บ้างแต่ก็มีจุึดอ่อนตรงที่โปรแกรมจะ ต้องทำงานผ่านขั้นตอนต่างๆมากขึ้น จนเมื่อมีการคิดค้นดิสก์ หรือจานแม่เหล็กขึ้นมาช่วยงานทำให้หันมาใช่งานดิสก์กันมากขึ้นเนื่องจาก เหตุผลดังนี้
     -ถ้าใช้เทปเมื่อทำการประมวลผลข้อมูลในเทปจะทำการโหลดข้อมูลจากเครื่องอ่านบัตร ลงเทปม้วนเดียวกันไม่ได้
     -การแอ็กเซสข้อมูลในดิสก์จะทำโดยตรง ในขณะที่การแอ็กเซสข้อมูลในเทปจะเป็นแบบซีเควนเชียล (sequential) หรือเรียงลำดับ
     -เนื่องจากในดิสก์จะแอ็กเซสข้อมูลโดยตรงและทำงานได้ทันที (โดยมีโปรแกรมพิเศษที่โหลดข้อมูลจากอุปกรณ์พร้อมกับการทำงานของโปรแกรมจาก ผู้ใช้) แต่สำหรับเทปการโหลดข้อมูลจะต้องทำคนละเวลากับการประมวลผล

5.ระบบมัลติโปรแกรมมิ่ง (Multiprogramming)

   ระบบสพูลลิ่งเป็นพื้นฐานง่ายๆ ของมัลติโปรแกรมมิ่งเนื่องจากมีการรันโปรแกรม 2 โปรแกรมพร้อมกัน ในลักษณะขนานกันไป แต่ก็ยังใช้ประโยชน์ซีพียูได้ไม่เต็มที่เนื่องจากโปรแกรมที่รันพร้อมกันนั้น ถ้ามีการดึงข้อมูลจากการ์ด หรือเทป จะทำให้มีการหยุดรอ เนื่องจากเป็นการทำงานในลักษณะงานใดเข้ามาก่อนก็จะทำให้ก่อน (first-come , first-served) อย่างไรก็ตามถ้าเป็นการดึงข้อมูลจากดีไวซ์ที่สามารถแอ็กเซสได้โดยตรง เช่น ดิสก์ ก็จะเป็นมัลติโปรแกรมมิ่ง หลักการทำงานของมัลติโปรแกรมมิ่งคือจะโหลดโปรแกรมไว้ในหน่วยความจำหลักพร้อม ที่จะประมวลผลได้ทันที ระบบปฏิบัติการจะเลือกงานเข้าไปประมวลผลเรื่อยไปจนกว่าจะมีการหยุดคอยงาน บางอย่าง เช่น รอให้เจ้าหน้าที่ใส่เทปเข้าตู้เทป เป็นต้น ในช่วงที่หยุดรอนี้ ระบบปฏิบัติการจะดึงงานเข้าไปประมวลผลต่อทันทีทำให้มีการใช้ซีพียูมากขึ้น ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่างานทุกงานจะเสร็จเรียบร้อย ซึ่งในระบบปฏิบัติการที่ไม่ใช่มัลติโปรแกรมมิ่งในช่วงนี้ซีพียูจะต้องหยุดรอ นั้นเอง

6.ระบบแบ่งเวลา (Time-Sharing System)

   ในสมัยแรกเริ่มของการใช้คอมพิวเตอร์ ผู้ใช้จะต้องจองเวลาและครอบครองเครื่องนั้นแบบสมบูรณ์แต่เพียงผู้เดียว นั่นหมายความว่าผู้ใช้นั้นสามารถทำอะไรก็ได้ในเวลาที่เขาครอบครองอยู่ แต่เนื่องจากเครื่องมีราคาแพงและความต้องการที่ใช้คอมพิวเตอร์ให้ได้ ประโยชน์สูงสุด แทนที่จะให้ผู้ใช้มานั่งคิดและแก้ไขปัญหาหน้าคอมพิวเตอร์นั้น ทำให้ผู้ใช้ต้องเซ็ตอัพการ์ดควบคุมให้ครอบคุมผลลัพธ์ทั้งหมดที่อาจจะเกิด ขึ้นได้ เป็นผลให้ผู้ใช้แทบจะไม่ได้เห็นคอมพิวเตอร์เลย ทำให้มีการคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยระบบแบ่งเวลา (Time-Sharing) หรือมัลติทาสกิ้ง (Multitasking) เป็นศาสตร์ที่ขยายระบบมัลติโปรแกรมมิ่ง ที่ทำให้สามารถรัดโปรแกรมได้หลายงาน โดยซีพียูจะทำหน้าที่สับเปลี่ยนการรันงานไปมา แต่การสับเปลี่ยนทำด้วยความเร็วสูงทำให้ผู้ใช้มีความรู้สึกเหมือนอินเทอร์ แอ็กทีฟโดยตรง (Interactive) กับโปรแกรมของตนเอง

7.ระบบเรียลไทม์ (Real-Time System)

   ระบบเรียลไทม์ (Realtime) คือระบบที่สามารถให้การตอบสนองจากระบบอย่างทันทีทันใดเมื่อได้รับอินพุตเข้า ไป ในทางอุดมคติระบบเรียลไทม์นี้จะเป็นระบบที่ไม่เสียเวลาในการประมวลผลหรืออาจ จะกล่าวได้ว่าเวลาในการประมวลเป็นศูนย์ แต่ในทางปฏิบัติเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานแบบเรียลไทม์นี้ไม่สามารถผลิต ขึ้นมาได้ เราทำได้เพียงการลดเวลาการประมวลผลให้น้อยที่สุด จนไม่สามารถเห็นความแตกต่างนี้เรียกว่า "เวลาตอบสนอง" (response time) ซึ่งผู้ใช้งานทั่วไปต้องการเวลาตอบสนองให้น้อยที่สุด เพื่อประสิทธิภาพของระบบ ระบบเรียลไทม์นิยมนำไปใช้ในการควบคุมการะบวนการในทางอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันสามารถควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทันสมัยให้ค่าเวลาตอบสนองที่ ยอมรับได้ สำหรับในวงการคอมพิวเตอร์ระบบเรียลไทม์เข้าใกล้อุดมคติมากขึ้นเนื่องจากความ เร็วในการประมวลผลของซีพียู

8.ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี (Personal Computer Systems)

เมื่อ ฮาร์ดแวร์ราคาถูกลงทำให้มีการออกแบบระบบคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานคนเดียว ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็น "คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือพีซี" (PC : Personal Computer) ดีไวซ์สำหรับรับและแสดงผลเปลี่ยนไปเป็นแบบกดปุ่มสับสวิตช์ เครื่องอ่านการ์ดเปลี่ยนเป็นลักษณะคล้ายพิมพ์ดีดที่เรียกว่า "คีย์บอร์ด" (keyboard) รวมทั้งมีอุปกรณ์ชี้ตำแหน่งที่เรียกว่า "เมาส์" (mouse) เครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ และการ์ดเจาะรูเปลี่ยนเป็นมอนิเตอร์และเครื่องพิมพ์ขนาดเล็กที่มีความเร็ว สูง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลนี้เริ่มปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1970 ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ CP/M พัฒนาต่อมาเป็น DOS (Disk Operating System) เรื่อยมาเป็น Windows 3.x , Windows 95 , Windows 98 , Windows ME , Windows NT , Windows 2000 และ Windows XP คอมพิวเตอร์ในระบบนี้เป็นที่คุ้นเคยกับผู้ใช้ทั่วไป ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูง ราคาเหมาะสม ใช้งานง่าย การดูแลรักษาไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับงานหลายแขนง ทั้งการศึกษา , ความบันเทิง , การประกอบธุรกิจ และอื่นๆอีกมากมาย

9.ระบบเวอร์ชวลแมชีน (Virtual Machine)

   ระบบนี้จะช่วยให้คิดว่าผู้ใช้กำลังใช้งานกับคอมพิวเตอร์หลายเครื่องทั้งๆ ที่ทำงานบนเครื่องเดียว โปรแกรมเช่นนี้ สามารถช่วยให้ผู้ใช้หลายคนทำงานกับคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว เนื่องจากผู้ใช้แต่ละคนอยู่ที่เทอร์มินอลของตนเองทำให้คิดว่าตนเองเป็นเจ้า ของเครื่องโดยลำพัง ระบบเมนเฟรมเป็นตัวอย่างที่ดีของเวอร์ชวลแมชีน เมื่อมีการใช้เทคนิคการจัดเวลาของซีพียูและความจำเสมือน (Virtual Memory) ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้หลายโปรเซสพร้อมๆกัน โดยแต่ละโปรเซสสามารถเอ็กซิคิวต์ได้ด้วยโปรเซสเซอร์และหน่วยความจำ (เสมือน)ของตัวเอง แต่โปรเซสจะต้องเพิ่มเติมฟีเจอร์สำหรับจัดการ เช่น system call หรือระบบไฟล์ที่ระบบฮาร์ดแวร์ โดยสร้างเวอร์ชวลแมชีนขั้นกลางระหว่างฮาร์ดแวร์กับ kernel ที่ติดต่อกับโปรเซส จะมีการแชร์รีซอร์สของคอมพิวเตอร์ทางกายภาพเพื่อร่วมกันสร้างเป็นเวอร์ชวลแม ชีน การจัดเวลาของซีพียูจะนำมาใช้ในการแชร์ซีพียู และสร้างสิ่งที่ให้ผู้ใช้คิดว่าผู้ใช้เป็นเจ้าของโปรเซสเซอร์ ระบบสพูลลิ่งและระบบไฟล์ทำให้สามารถใช้เครื่องการ์ดแบบเวอร์ชวล และเครื่องพิมพ์แบบเวอร์ชวล และสำหรับเทอร์มินัลที่ใช้ระบบแบ่งเวลาก็จะสนับสนุนฟังก์ชันสำหรับเทอร์มินอ ลแบบเวอร์ชวล เช่กัน

10.ระบบมัลติโปรเซสเซอร์ (Multiprocessor System)

   ระบบส่วนมากจะใช้โปรเซสเซอร์เพียงตัวเดียว หรือใช้ซีพียูหลักเพียงหนึ่งตัวนั่นเอง แต่ก็มีระบบที่ใช้โปรเซสเซอร์มากกว่าหนึ่งตัวที่เรียกว่า "ระบบมัลติโปรเซสเซอร์" (Multiprocessor) ระบบในลักษณะนี้จะใช้การติดต่อสื่อสารในระยะใกล้ , มีการใช้บัส (bus) , สัญญาณนาฬิกา (clock) , หน่วยความจำ และดีไวซ์ร่วมกัน มีเหตุผลหลายประการที่ใช้มัลติโปรเซสเซอร์

11.ระบบแบบกระจาย (Distributed System)

    ระบบคอมพิวเตอร์อีกแบบหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมในปุจจุบันนี้คือระบบแบบ กระจาย (Distributed System) ซึ่งจะต่างกับระบบหลายโปรเซสเซอร์ที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อที่ผ่านมา โดยระบบหลายโปรเซสเซอร์จะเป็นระบบเดียวที่มีหลายโปรเซสเซอร์แล้วแชร์ดีไวซ์ หรืออุปกรณ์ต่างๆร่วมกัน แต่ระบบแบบกระจายเป็นระบบที่แยกออกมาเป็นระบบย่อย โดยแต่ละระบบจะใช้โปรเซสเซอร์หนึ่งตัวและจะมีดีไวซ์ หรืออุปกรณ์ต่างๆเป็นของตัวเอง

อ้างอิงโดย : หนังสือ ระบบปฏิบัติการ (Operating Systems)

Tag : ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบที่ไม่มีระบบปฏิบัติการ ระบบงานแบ็ตซ์ การทำงานแบบบัฟเฟอร์ ระบบสพูลลิ่ง ระบบมัลติโปรแกรมมิ่ง ระบบแบ่งเวลา

อีคอมเมิร์ซ E-Commerce คืออะไร  อีคอมเมิร์ซ E-Commerce คืออะไร

อี-คอมเมิร์ช (E-Commerce) หรือคำอย่างเป็นทางการ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic commerce) เป็นการทำธุรกรรม หรือการซื้อขาย ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ASUS fonepad แทบเล็ตขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว ASUS fonepad แทบเล็ตขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว

แทบเล็ตขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว เพื่อความบันเทิงที่พร้อมไปด้วยฟังก์ชันโทรศัพท์ เล่นอินเตอร์เน็ตพร้อมโทรได้ทุกที่ทุกเวลา เพียบพร้อมทุกการติดต่อสื่อสารด้วยระบบ 3G

การตลาดออนไลน์ สำคัญไฉน การตลาดออนไลน์ สำคัญไฉน

การตลาดออนไลน์ ถือเป็นหนึ่งในการสร้างฐานลูกค้าให้รู้จักมากขึ้นผ่านระบบออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่โซเชียลเน็ตเวิร์ค บล็อกเกอร์ เว็บไซต์ที่ให้ข้อมูล

หน้าหลัก
ความตั้งใจ
กว่าจะเป็นเว็บไซต์
แผนผังเว็บไซต์

คุยกับผู้ทำเว็บไซต์
-เริ่มต้นสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์
ติดตามข่าวสาร กด Like เลย
เกี่ยวกับเรา
e-mail : support@rangforever.com


ได้รับการสนับสนุนโดย


----
รวบรวมข่าวสารไอที เทคนิคการเขียนโปรแกรมภาษาphp css javascript jsp c# แจกโปรแกรมที่เขียน แจกระบบ แจกโค้ดฟังก์ชันต่างๆ สอนการใช้งานโปรแกรมออฟฟิศ word excel โปรแกรมตกแต่ง ตัดต่อ สร้างภาพ adobe photoshop adobe Illustrater จัดเต็มกับความรู้ในเนื้อหาโปรแกรมเมอร์แบบเจาะลึก พร้อมวีดีโอสอนการใช้งานโปรแกรม การเขียนโปรแกรม เพิ่มความรู้ ปูทักษะการเขียนโปรแกรมแบบฟรีๆ พร้อมเรียนรู้ไปกับเราได้ที่ www.rangforever.com